DataCon2024

Panel2-Creatively Communicating Data, Impactfully Transforming Society

activity Panel2-Creatively Communicating Data, Impactfully Transforming Society

Panel2-Creatively Communicating Data, Impactfully Transforming Society

22.10.2024

สำรวจขอบฟ้าความรู้ใหม่ เล่าข้อมูลอย่างไรให้ทรงพลังและสร้างสรรค์


‘Data is communication.’


เชื่อว่าต้องมีสักครั้งหนึ่งที่เราบังเอิญเจองานศิลปะสักชิ้น อาจจะเป็นภาพถ่าย ภาพวาด หรืองานสักชิ้นที่ดูปราดแรกแล้วไม่เข้าใจว่าต้องตีความอย่างไร ทว่ากลับส่งผลกระทบหรือสื่อสารบางอย่างเข้ามาในใจของเราได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


เพราะดังที่เคยมีประโยคคลาสสิกกล่าวไว้ว่า “ภาพสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้นับร้อยพัน” เพราะหลายครั้งที่การสื่อสารไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของคำพูดหรือข้อความ แต่อาจจะมารูปของภาพถ่ายสักชุด นิทรรศการสักเรื่อง ที่ประกอบร้อยเอาเศษเสี้ยวเรื่องราวของมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็นชุดข้อมูลที่ทรงพลังในการสื่อสาร


ยิ่งปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ทำให้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ใช้ในแวดวงศิลปะพลอยได้รับการพัฒนาตามไปด้วย การสื่อสารด้วยข้อมูลจึงยิ่งถูกขยายพรมแดนขอบฟ้าความรู้ออกไป กลายเป็นงานศิลปะหลากหลายที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ยิ่งกว่าเดิม

panel2.jpg

Data Con 2024 ชวนท่องไปในวงโคจรแห่งข้อมูล เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลที่ไปได้ไกลยิ่งขึ้นกว่าเดิมในการสร้างผลกระทบบางอย่างต่อสังคม ผ่านการพูดคุยกับนักสื่อสารข้อมูล ศิลปิน และสื่อมวลชนชั้นนำของภูมิภาค


ร่วมท่องโลกแห่งข้อมูลและมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสื่อสาร เก็บเกี่ยวไอเดียไปพร้อมกันได้ ในบรรทัดถัดจากนี้


หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจากงาน dataCon2024 ในหัวข้อ ‘เล่าข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนสังคมอย่างมีพลัง Creatively Communicating Data, Impactfully Transforming Society (in English)’



ศิลปะที่แทนคำพูดได้นับร้อยพัน

แม้จะเป็นศิลปินหรือคนที่ทำงานในแวดวงศิลปะอยู่แล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวศิลปินเองย่อมมีงานที่ตนเองชื่นชอบหรือประทับใจเป็นพิเศษ ประเด็นน่าสนใจในการพูดคุยประเด็นแรกจึงอยู่ที่การให้ผู้ร่วมเสวนาเลือกผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจบางอย่าง


ผู้ร่วมเสวนาคนแรก Kuek Ser Kuang Keng บรรณาธิการ Data จาก Pulitzer Center กล่าวถึงผลงาน How China is tearing down Islam ของ Financial Times ซึ่ง Keng ชี้ว่า ไม่ได้เป็นงานที่ใช้เทคนิคยากหรืออลังการ ทว่าเป็นเรื่องราวที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนจำนวนมาก เนื่องจากงานดังกล่าวเป็นงานที่สำรวจว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงหรือรื้อถอนสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามอย่างไร โดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกภาพมัสยิดนับร้อยทั้งก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว


Kuek Ser Kuang Keng.png

“ทุกวันนี้ ข้อมูลไม่ได้เป็นแค่เรื่องการมองเห็นเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเปลี่ยนแปลง ถ้าคุณอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกจริงๆ คุณต้องทำให้ข้อมูลดีขึ้น” Keng กล่าวพร้อมทั้งเสริมว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือถ้าเราอยากทำให้ข้อมูลยังสัมพันธ์กับคนอยู่ก็จะต้องรวมเอาเรื่องราวของผู้คนเข้าไปในนั้นด้วย


ทางด้านผู้ร่วมเสวนาคนที่สอง อัจฉรียา จัตตุพร นักออกแบบประสบการณ์จาก Studio Thalamus เลือกผลงาน Herald / Harbinger Public Art Installation ที่มีเสียงและแสงซึ่งจะถูกกระตุ้นด้วยการเคลื่อนไหว และเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่เกิดจากมนุษย์ เป็นการสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ดำเนินไปในเมือง


อีกผลงานหนึ่งคือ Monument for our Kids: Victims of Gum Violence ซึ่งเป็นผลงานภาพถ่ายรองเท้ากว่า 7,000 คู่ ที่ถูกวางเรียงรายอยู่หน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ โดยเจ้าของรองเท้าทุกคู่ ซึ่งเป็นเด็ก ต้องเสียชีวิตด้วยความรุนแรงจากอาวุธปืน โดยอัจฉรียากล่าวว่า ผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงการใส่ความเป็นมนุษย์ (humanised) ลงไปในข้อมูล เพราะบางครั้งข้อมูลก็ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข


ขณะที่ พีรียา บุญชัยพฤกษ์ รองผู้อำนวยการ Urban Ally เลือกหนังสือ London: The Information Capital: 100 Maps and Graphics That Will Change How You View the City ซึ่งเป็นการทำงานระหว่างนักภูมิศาสตร์กับนักออกแบบหนังสือที่แปลงข้อมูลเกี่ยวกับกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายปนกับความตลกขบขัน เช่น การเล่าเรื่องฟุตบอลทีมที่ชอบหรือตำแหน่งของสนามกีฬาต่างๆ แต่ทั้งหมดล้วนสะท้อนความรู้สึกเป็นเจ้าของ (sense of belonging) ของคนในเมือง


ที่สำคัญไปกว่านั้น พีรียามองว่าสักวันหนึ่งกรุงเทพฯ ก็สามารถที่จะมีหนังสือเช่นนี้ได้เพื่อบอกเล่ากรุงเทพฯ ในมุมมองที่ต่างกัน ในความคิดของพีรียา ข้อมูลคือสิ่งที่จะช่วยบอกตัวตนของเราได้ และถ้าเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราก็จะช่วยปรับปรุงชีวิตที่ดำเนินไปในเมืองได้มากขึ้นด้วย



ศิลปะที่ขอบฟ้าความรู้ใหม่

เมื่อถูกถามถึงงานที่ช่วยเปิดให้เห็นถึงด่านหน้าของพรมแดนความรู้ใหม่ๆ Keng ยังเลือกงานที่ถูกนำเสนอผ่านภาพถ่ายดาวเทียมอย่าง Finding Nigeria’s Forgotten Mass Graves Through Satellite Data ที่เขานิยามว่า เป็นการใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการสืบสวนและการรายงานผล


“ถ้าให้กล่าวโดยสรุป งานชิ้นนี้พยายามจะค้นหาว่า เกิดอะไรขึ้นในไนจีเรียหลังจากยุคของโบโก ฮาราม” Keng กล่าว โดยผลงานดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคนิคในการถ่ายรูปด้วยคลื่นวิทยุหรือเรดาร์แทนที่จะถ่ายรูปจากคลื่นแสงที่มองเห็นได้ (synthetic aperture radar: SAR) เพื่อค้นหาลึกลงไปใต้ดินและนำข้อมูลจากหลายๆ ส่วนมาประกอบกัน


ขณะที่นักออกแบบประสบการณ์อย่างอัจฉรียาเลือกงานที่ชื่อว่า Bosphorus ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเก็บข้อมูลเรดาร์ความถี่สูงของทะเล Marmara ซึ่งเก็บภาพทั้งหมดเป็นเวลา 30 วันและนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ นอกจากนี้ อัจฉรียายังชี้จุดเด่นว่า งานดังกล่าวจะเน้นเรื่องอารมณ์เป็นสำคัญ จึงไม่มีการอธิบายวิธีการอ่านงานศิลปะดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เปิดให้ผู้ชมทำความเข้าใจและตีความด้วยตัวเอง


ขณะที่พีรียายังคงกล่าวถึงงานที่เกี่ยวกับเมือง อาทิ การทำให้เป็นเมือง (gentrification) ที่จะสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอาชีพคนในเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พีรียามองว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการใช้ข้อมูลมาเล่าเรื่องเมืองว่า คนในเมืองใช้ชีวิตอย่างไรและเป็นเส้นทางที่สวยงามของการใช้ข้อมูลเล่าเรื่องที่มีความหมายอันทรงพลัง นอกจากนี้ พีรียายังกล่าวถึง MIT Senseable City Lab ที่เป็นการเก็บข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้เล่าเรื่องเกี่ยวกับคน สะท้อนให้เห็นพรมแดนด่านหน้าความรู้และหนทางใหม่ๆ ในการใช้เทคโนโลยี


panel2-2.jpg

ศิลปะหลากหลายมุมมอง

แม้จะอยู่ในแวดวงศิลปะและการสื่อสารด้วยข้อมูลเหมือนกัน ทว่าผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 คนล้วนแต่มีแนวทางในการทำงานและการใช้ข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป


ในฐานะที่ทำงานด้าน visualization อยู่แล้ว Keng จึงใช้เวลาในการเก็บข้อมูล ประมวลข้อมูลและคลีนข้อมูลมากกว่าเวลาที่ใช้ในการทำ visualize ข้อมูล  


“ข้อมูลที่พร้อมใช้งานอาจจะไม่ได้สร้างเรื่องอะไรใหม่ให้เกิดขึ้น แต่เวลาที่เราทำข่าวสืบสวนสอบสวน เราต้องการหาข้อมูลที่สามารถพิสูจน์หรือยืนยันสมมติฐานของเราได้ ด้วยเหตุนี้ เราเลยใช้เวลาค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง บางทีมาในรูปแบบที่ต่างกัน ใช้เวลาเยอะในการคลีนข้อมูล และยืนยันความถูกต้องของข้อมูล”  


อย่างไรก็ดี Keng เน้นย้ำว่า อีกส่วนที่ใช้เวลาเยอะคือการพูดคุยกับผู้คน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะการจะพิจารณาว่า ข้อมูลส่งผลกระทบกับคนอย่างไรเป็นสิ่งที่จะทำไม่ได้เลยหากไม่ลงพื้นที่ รับฟังเรื่องราว แล้วก็ผสมทั้งสององค์ประกอบเพื่อสร้างเรื่องราวที่น่าอ่านน่าฟัง


ดังนั้น งาน visualisation สำหรับเขาจึงใช้เวลาน้อยกว่า อีกทั้งปัจจุบันก็มีเครื่องมือที่ช่วยสร้าง visualisation จำนวนมากและช่วยให้ทำงานได้เร็ว สอดคล้องกับพีรยาที่เล่าว่า ทำงาน visualisation ผ่านแผนที่ ซึ่งมีเทมเพลตอยู่แล้ว ดังนั้น จึงใช้เวลาการทำงานไปกับการรวบรวมและคลีนข้อมูลเป็นพิเศษ เพราะข้อมูลที่มีอยู่มักไม่ค่อยตอบคำถาม และกระบวนการที่จะได้ข้อมูลในประเทศไทยก็ค่อนข้างยาก ทั้งนี้ในระหว่างประมวลข้อมูลก็ต้องคิดว่าจะนำเสนอข้อมูลอย่างไร จะนำเสนอเรื่องไหน ตัดเรื่องไหนที่อาจจะนอกประเด็น ให้คนอ่านเข้าใจได้มากขึ้น 


ทว่าสำหรับอัจฉรียา การทำงานในสตูดิโอออกแบบทำให้เธอใช้วิธีที่ต่างออกไป โดยอัจฉรียาจะใช้วิธีการหาข้อมูลมาจากแหล่งอื่น เช่น API จากหน่วยงานภายนอก โดยอัจฉรียากล่าวติดตลกว่า เป็นเพราะการหาข้อมูลจากภาครัฐเป็นเรื่องที่ยากมาก


สำหรับประเด็นการใช้ข้อมูลในการสื่อสาร Keng เล่าว่า งานของเขาคือการแจ้งเรื่องที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังให้กับผู้รับสาร ต้องคิดว่าผู้บริโภคอยากได้ข้อมูลอะไร เอาพวกเขาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่คิดว่าตัวเองอยากใช้ข้อมูลอะไรหรือนำเสนอแบบไหนให้สวย สอดคล้องกับอัจฉรียาที่มองว่า visualisation ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ของคนด้วย


Atchariya.png

“ในการสร้าง visualisation เราต้องคิดถึงประสบการณ์ของผู้ที่จะเข้ามาชมงาน ว่าจะรู้สึกอย่างไรกับการนำเสนอข้อมูล หรือจะรู้สึกอย่างไรกับข้อมูลที่เราแสดงออกไป” อัจฉรียา กล่าว


ขณะที่พีรียามีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยมองว่าคนทำงานสื่อสารต้องรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร และควรจะติดต่อกับคนให้น้อยที่สุดระหว่างที่กำลังพยายามแสดงข้อมูลออกมา


Peeriya.png

พีรยาเสริมว่า “ในการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อเก็บข้อมูล เราไม่ได้ติดต่อกับผู้คนมากนัก แต่จะใช้วิธีการสังเกตการณ์ จดบันทึก และปะติดปะต่อเรื่องราว นอกจากนี้ เวลาที่นำเสนอข้อมูล ก็ไม่ควรลงรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคล”   


ประเด็นสุดท้ายแต่เป็นประเด็นที่สำคัญมากไม่แพ้เรื่องอื่นคือเรื่องเงินทุน ซึ่งคนทำงานศิลปะหลายคนต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการหาแหล่งเงินทุน โดย Keng ชี้ว่า สิ่งสำคัญในการหาแหล่งทุนคือ ต้องคิดถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และมองไปถึงการทำให้โลกเป็นที่ที่ดีกว่าเดิมและทำให้ผู้มีอำนาจพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง


ขณะที่พีรียาชี้ว่า สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี เรื่องตัวเลขอย่าง KPI ก็สำคัญ ประเด็นจึงอยู่ที่ความพยายามสร้างสมดุลระหว่างตัวเลขกับผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นด้วย


Share this article via :

TICKET RESERVATION

สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้

Early Bird Ticket

699

บาท

(ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม)

ราคาพิเศษหากซื้อบัตรภายใน 31 ส.ค.นี้
จำนวนจำกัด 150 ที่นั่ง

Regular Ticket

1,200

บาท

(ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและ VAT)

เปิดจำหน่าย 1 ก.ย.นี้
จำนวนจำกัด 250 ที่นั่ง

Keep Connected

do not hesitate to reach out to us if you have any questions or you would like to contribute to create data-driven society

contact@dataconth.com
Follow us
All rights reserved 2024 © Boonmee Lab Co.,Ltd.
Made by Boonmee Lab with UXD Template